โบรชัวร์ (แผ่นพับ ใบปลิว)

การออกแบบรูปเล่มและเนื้อหาที่ดีของโบรชัวร์ย่อมทำให้สินค้า/การบริการนั้น ๆ มีความโดดเด่นและน่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้จุดมุ่งหมายของงานพิมพ์โบรชัวร์นั้นประสบความสำเร็จ
ความหมายของโบรชัวร์คือเอกสารเย็บเล่มหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "โบรชัวร์" นั้นเป็นที่มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า "Brochure"โดยใช้เรียกทับศัพท์ของ สิ่งพิมพ์ประเภทหนึ่ง ในความหมายที่แท้จริงแล้วคือโบรชัวร์หมายความถึงหนังสือเล่มเล็กซึ่งก็หมายถึง จะต้องมีการเย็บเล่ม เข้าด้วยกันนั่นเอง
ลักษณะที่สำคัญของโบรชัวร์ หรือเอกสารเย็บเล่ม ก็คือ เป็นสิ่งพิมพ์เฉพาะกิจที่มุ่งเสนอข่าวสารเป็นการเฉพาะและต้องการ เนื้อหารายละเอียดที่สามารถบรรจุได้มากกว่าแผ่นพับทั่วๆไป รวมทั้งในการจัดทำโบรชัวร์จะมีการเอาใจใส่ในคุณภาพ ทางการพิมพ์มากกว่างานพิมพ์ประเภทจุลสาร
ส่วนรูปแบบโบรชัวร์ มักจะทำเล่มแบบเย็บมุงหลังคา ซึ่งจะต้องมีปกหน้า-หลังด้วยนั่นเอง ปัจจุบันอาจจะมีหลายขนาดและอาจจะ ไม่เย็บเล่ม แต่เป็นการพับเก็บเล่มก็ได้
ตัวอย่างงานพิมพ์โบรชัวร์ที่พบเห็นโดยทั่วไป เช่น เอกสารโฆษณาสินค้า เอกสารแนะนำองค์กร บริษัท ร้านค้า เป็นต้น
ขั้นตอนการเตรียมงานพิมพ์โบรชัวร์
กำหนดวัตถุประสงค์
ก่อนที่จะจัดทำพิมพ์โบรชัวร์ จำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ในการจัดทำ เช่น ทำขึ้นเพื่อแนะนำสินค้าหรือบริษัท
กำหนดหัวข้อที่จะบรรจุลงในโบรชัวร์
กำหนดช่องทางการแจกจ่าย
เช่น แจกหน้าร้าน แจกตามศูนย์การค้าต่าง ๆ หรือส่งทางไปรษณีย์ถึงลูกค้าโดยตรง
กำหนดแผนและช่วงเวลาการแจกจ่าย และท้ายสุดตั้งความคาดหวังที่จะได้รับ ความคาดหวังอาจรวมถึงการรับรู้หรือการตอกย้ำความนึกคิดในผลิตภัณฑ์หรือการบริการนั้น ๆ ด้วย
กำหนดรูปแบบ ขนาด และจำนวนพิมพ์
วิธีหนึ่งในการกำหนดรูปแบบก็คือดูตัวอย่างโบรชัวร์ที่มีอยู่ในท้องตลาด โบรชัวร์ตามศูนย์การค้า หรือโบรชัวร์ที่ได้รับทางไปรษณีย์ เลือกรูปแบบที่เหมาะกับงานที่จะทำ สำหรับขนาดให้เลือกดูจาก ขนาดของโบรชัวร์ ที่ระบุข้างล่างได้เพื่อความประหยัดไม่เสียเศษในการพิมพ์ ส่วนจำนวนพิมพ์ให้ดูจากความต้องการใช้งาน
ในขั้นนี้ควรจัดทำแบบร่างโบรชัวร์คร่าว ๆ (Layout) เพื่อดูว่าจะเดินเรื่องอย่างไรตลอดทั้งเล่ม มีหัวเรื่องและภาพประกอบอย่างไร ฯลฯ
ออกแบบจัดทำอาร์ตเวิร์ค
ในปัจจุบันจะใช้ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ในการออกแบบและจัดทำต้นฉบับ ซอฟแวร์ที่เกี่ยวกับภาพและการตกแต่งภาพ มักใช้ Adobe Photoshop ซอฟแวร์ที่ใช้ในการจัดหน้า มักใช้ Adobe Indesign, Illustrator, Pagemaker ในการจัดทำต้นฉบับโบรชัวร์ ให้คำนึงถึงปกที่ผู้รับจะพบเห็น ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ต้องให้เด่นสดุดสายตา ปกโบรชัวร์บางเล่มมีการทำไดคัตเป็นรูปให้ดูแปลกตา บางเล่มเคลือบปกด้วยพลาสติกด้านแล้วเคลือบสป็อตยูวีบนภาพที่ต้องการเน้น ฯลฯ ข้อความในหน้าแรกต้องกระชับสื่อถึงสิ่งที่ต้องการให้รับทราบ และเร้าใจให้อ่านรายละเอียดในหน้าต่อ ๆ ไป ในหน้าอื่น ๆ ให้ดำเนินเรื่องราวและภาพอย่างต่อเนื่องจากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่ง การจัดรูปแบบแต่ละหน้าให้มีลักษณะที่เข้ากัน และให้ดูไม่ขัดกันหรือไม่ต่อเนื่องกัน (เช่น จัดระยะขอบเท่ากันทุกหน้า ใช้สีโทนเดียวกัน ใช้ฟ้อนต์เดียวกัน ฯลฯ)หน้าสุดท้ายมักจะเป็นสถานที่ติดต่อหรือจุดที่ให้บริการ
อนึ่งงานพิมพ์โบรชัวร์ที่ดี เริ่มจากต้นฉบับที่ดี ภาพที่คมชัด ใช้ซอฟแวร์ที่ถูกต้อง และที่สำคัญที่สุด การพิมพ์ต้องได้คุณภาพ เมื่อได้โบรชัวร์ที่ดีย่อมมีส่วนช่วยทำให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ข้อมูลในการผลิตงานพิมพ์โบรชัวร์
รูปแบบและรายละเอียดของงานพิมพ์โบรชัวร์
งานพิมพ์โบรชัวร์โดยทั่วไปมีรูปแบบเหมือนหนังสือซึ่งมีความหนาไม่มาก โดยส่วนใหญ่จะพิมพ์ 4 สีทั้งเล่มเพื่อดึงดูดความสนใจและแสดงสินค้า/การบริการได้สมจริง
ขนาดของงานพิมพ์โบรชัวร์
ขนาด 10.25”x 15”, 7.5”x 10.25”, 5”x 7.5”, 3.5”x 5”
8.25”x 11.75”(A4), 5.75”x 8.25”(A5), 4.125”x 5.75”(A6)
สำหรับขนาดอื่น อาจทำให้มีการเสียเศษแผ่นพิมพ์
ปกพิมพ์โบรชัวร์
กระดาษที่ใช้ทำปกงานพิมพ์โบรชัวร์ การพิมพ์งานโบรชัวร์ต้องใช้กระดาษปอนด์ 80 แกรมขึ้นไป หรือกระดาษอาร์ตมัน/ด้าน 90 แกรมขึ้นไป หรือกระดาษอาร์ตการ์ด 190 แกรมขึ้นไป หรือกระดาษแฟนซี (กระดาษที่มีเนื้อและผิวพิเศษ)
เพื่อความประหยัด บางครั้งใช้กระดาษเนื้อเดียวกับเนื้อในโบรชัวร์
การพิมพ์และตกแต่งผิวปกงานพิมพ์โบรชัวร์
มีการพิมพ์โบรชัวร์ 1 สี 2 สี 3 สี 4 สี หรือมากกว่า ใช้แม่สี 4 สีหรือสีพิเศษก็ได้
พิมพ์โบรชัวร์หน้าเดียวหรือ สองหน้าแล้วแต่การออกแบบ
งานพิมพ์โบรชัวร์สามารถเคลือบ UV เคลือบพลาสติกเงา หรือเคลือบพลาสติกด้าน เคลือบ Spot UV พอปั้มนูน (Embossing) ปั้มทองหรือฟิล์ม/ฟอยล์สีต่าง ๆ (Hot Stamping) หากต้องมีการเคลือบดังกล่าว ควรใช้กระดาษอาร์ตที่มีความหนาพอประมาณ (ไม่ต่ำกว่า 128 แกรมขึ้นไป) เพื่อให้กระดาษคงรูป ไม่ม้วนตัว
เนื้อในของงานพิมพ์โบรชัวร์
กระดาษที่ใช้ทำเนื้อในงานพิมพ์โบรชัวร์ ในการพิมพ์โบรชัวร์ต้องใช้กระดาษปอนด์ 80 แกรมขึ้นไป หรือกระดาษอาร์ตมัน/ด้าน 90 แกรมขึ้นไป หรือกระดาษถนอมสายตา
การพิมพ์และตกแต่งผิวเนื้อในงานพิมพ์โบรชัวร์
มีการพิมพ์โบรชัวร์ 1 สี 2 สี 3 สี 4 สี หรือมากกว่า ใช้แม่สี 4 สีหรือสีพิเศษก็ได้
อาจมีการตกแต่งผิวเพิ่มเติมเช่นเดียวกับปกของโบรชัวร์
รูปแบบของการเข้าเล่มงานพิมพ์โบรชัวร์
เย็บมุงหลังคา หรือไสสันทากาว ( ความหนาของเล่มไม่ควรต่ำกว่า 2 ม.ม.หากต้องการไสกาว)
เพิ่มเติมงานพิมพ์โบรชัวร์
งานพิมพ์โบรชัวร์สามารถทำการปั้มไดคัท (Die-cut) เป็นรูปต่าง ๆ บนปกหรือเนื้อในขึ้นอยู่กับการออกแบบงานพิมพ์โบรชัวร์
แหล่งที่มา : http://gotoknow.org/blog/viscom1/225894
แคตตาล็อก

ความหมายของแค็ตตาล็อก (catalogue)
ความหมายของแค็ตตาล็อกคือเอกสารเย็บเล่ม สิ่งพิมพ์เป็นเล่ม มักมีสารบัญ บทนำ เนื้อหาจะเป็นรายละเอียดของสินค้าและบทความแนะนำโฆษณาต่าง ๆ สำหรับสินค้านั้น ๆ
ลักษณะที่สำคัญของแค็ตตาล็อก
ลักษณะที่สำคัญของแค็ตตาล็อกก็คือ เป็นสิ่งพิมพ์ที่มุ่งเสนอรายละเอียดของสินค้า มักมีภาพสินค้า มีคำบรรยายประกอบ จัดแบ่งประเภทสินค้าเป็นหมวดหมู่ สะดวกต่อการค้นหา แค็ตตาล็อกบางเล่มบรรจุสินค้าและบริการเป็นจำนวนมาก ทำให้หนังสือมีความหนามาก แค็ตตาล็อกมีผลต่อการจำหน่ายสินค้าค่อนข้างสูง การจัดทำแค็ตตาล็อกจึงต้องมีการเอาใจใส่ในเรื่องคุณภาพเป็นอย่างมาก
รูปแบบแค็ตตาล็อก
ส่วนรูปแบบแค็ตตาล็อก มักจะทำเล่มแบบเย็บมุงหลังคาหรือไสสันทากาว มีปกหน้า-หลังเป็นกระดาษหนา ปัจจุบันอาจจะมีหลายขนาด ที่นิยมมากจะเป็นขนาด A4 เพราะสะดวกต่อการจัดเก็บ ในกรณีมีสินค้าจำนวนน้อย อาจจะไม่เย็บเล่ม แต่เป็นการพับเก็บเล่มก็ได้
งานพิมพ์แค็ตตาล็อกเป็นงานที่พิถีพิถัน แคตตาล็อกที่ดีมีคุณภาพช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าของบริษัทห้างร้าน อีกทั้งทำให้สินค้านั้นมีความโดดเด่น
การออกแบบรูปเล่มและเนื้อหาที่ดีของแคตตาล็อกย่อมทำให้สินค้านั้น ๆ มีความโดดเด่นและน่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้จุดมุ่งหมายของงานพิมพ์แคตตาล็อกนั้นประสบความสำเร็จ
ขั้นตอนการเตรียมงานพิมพ์แค็ตตาล็อก
กำหนดวัตถุประสงค์ ก่อนที่จะจัดทำแค็ตตาล็อก จำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ในการจัดทำ เช่น… ทำขึ้นเพื่อ
แนะนำสินค้า เป็นรายปีสำหรับให้ลูกค้าใช้อ้างอิง เป็นรายสะดวก
สำหรับเสนอสินค้า ที่ต้องการส่งเสริมการขาย
ฯลฯ
กำหนดหัวข้อกำหนดหัวข้อที่จะบรรจุลงในแค็ตตาล็อก
กำหนดช่องทางการแจกจ่ายเช่น แจกหน้าร้าน แจกตามศูนย์การค้าต่าง ๆ หรือส่งทางไปรษณีย์ถึงลูกค้าโดยตรง
กำหนดแผนและช่วงเวลาการแจกจ่าย …และท้ายสุด
กำหนดรูปแบบ ขนาด และจำนวนพิมพ์ -วิธีหนึ่งในการกำหนดรูปแบบก็คือดูตัวอย่างแค็ตตาล็อกที่มีอยู่ในท้องตลาด แคตตาล็อกตามศูนย์การค้า หรือแค็ตตาล็อกที่ได้รับทางไปรษณีย์ เลือกรูปแบบที่เหมาะกับงานที่จะทำ สำหรับขนาดให้เลือกดูจาก
ขนาด ของแค็ตตาล็อก ที่ระบุข้างล่างได้เพื่อความประหยัดไม่เสียเศษในการพิมพ์ ส่วน
จำนวน พิมพ์ให้ดูจากความต้องการใช้งาน ท่านสามารถสอบถามราคาประเมินได้จากโรงพิมพ์โดยระบุรูปแบบและจำนวนพิมพ์ ในขั้นนี้ควรจัดทำแบบร่างแค็ตตาล็อก คร่าว ๆ (Layout) เพื่อดูว่าจะเดินเรื่องอย่างไรตลอดทั้งเล่ม มีหัวเรื่อง หมวดหมู่สินค้า และภาพประกอบอย่างไร ฯลฯ
ออกแบบจัดทำอาร์ตเวิร์ค
ในปัจจุบันจะใช้ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ในการออกแบบและจัดทำต้นฉบับ ซอฟแวร์ที่เกี่ยวกับภาพและการตกแต่งภาพ มักใช้ Adobe Photoshop ซอฟแวร์ที่ใช้ในการจัดหน้า มักใช้ Adobe Indesign, Illustrator, Pagemaker ในการจัดทำต้นฉบับแคตตาล็อกให้คำนึงถึงปกที่ผู้รับจะพบเห็น ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ต้องให้เด่นสดุดสายตา ปกแคตตาล็อกบางเล่มมีการทำไดคัตเป็นรูปให้ดูแปลกตา บางเล่มเคลือบปกด้วยพลาสติกด้านแล้วเคลือบสป็อตยูวีบนภาพที่ต้องการเน้น ฯลฯ ข้อความในหน้าแรกต้องกระชับสื่อถึงสิ่งที่ต้องการให้รับทราบ มีสารบัญหรือวิธีสื่อให้ผู้อ่านค้นหาสินค้า/บริการที่ต้องการได้สะดวก ในหน้าอื่น ๆ ให้ดำเนินเรื่องราวและภาพอย่างต่อเนื่องจากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่ง การจัดรูปแบบแต่ละหน้าให้มีลักษณะที่เข้ากัน และให้ดูไม่ขัดกันหรือไม่ต่อเนื่องกัน (เช่น จัดระยะขอบเท่ากันทุกหน้า ใช้สีโทนเดียวกัน ใช้ฟ้อนต์เดียวกัน ฯลฯ)
สั่งพิมพ์งาน เมื่อจัดทำอาร์ตเวิร์คต้นฉบับของแค็ตตาล็อกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถส่งไฟล์งานและสั่งโรงพิมพ์ดำเนินตามขั้นตอนการพิมพ์ได้ต่อไป
อนึ่งงานพิมพ์แค็ตตาล็อกที่ดี เริ่มจากต้นฉบับที่ดี ภาพที่คมชัด ใช้ซอฟแวร์ที่ถูกต้อง และที่สำคัญที่สุด การพิมพ์ต้องได้คุณภาพ เมื่อได้แคตตาล็อกที่ดีย่อมมีส่วนช่วยทำให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ข้อมูลในการผลิตงานพิมพ์แค็ตตาล็อก
รูปแบบและรายละเอียดของงานพิมพ์แค็ตตาล็อก
งานพิมพ์แค็ตตาล็อกโดยทั่วไปมีรูปแบบเหมือนหนังสือซึ่งมีความหนาต่าง ๆ กันขึ้นอยู่กับจำนวนของสินค้า/การบริการ โดยส่วนใหญ่จะพิมพ์ 4 สีทั้งเล่มเพื่อดึงดูดความสนใจและแสดงสินค้า/การบริการได้สมจริง
ขนาดของงานพิมพ์แค็ตตาล็อก
ขนาด 10.25”x 15”, 7.5”x 10.25”, 5”x 7.5”, 3.5”x 5”
8.25”x 11.75”(A4), 5.75”x 8.25”(A5), 4.125”x 5.75”(A6)
.....สำหรับขนาดอื่น อาจทำให้มีการเสียเศษแผ่นพิมพ์
ปกของงานพิมพ์แคตตาล็อก
กระดาษที่ใช้ทำปกงานพิมพ์แค๊ตตาล็อก ใช้กระดาษปอนด์ 80 แกรมขึ้นไป หรือกระดาษอาร์ตมัน/ด้าน 90 แกรมขึ้นไป หรือกระดาษอาร์ตการ์ด 190 แกรมขึ้นไป หรือกระดาษแฟนซี (กระดาษที่มีเนื้อและผิวพิเศษ) เพื่อความประหยัด บางครั้งใช้กระดาษเนื้อเดียวกับเนื้อในแคตตาล็อก
การพิมพ์และตกแต่งผิวปกงานพิมพ์แค็ตตาล็อก
มีการพิมพ์แคดตาล็อก 1 สี 2 สี 3 สี 4 สี หรือมากกว่า ใช้แม่สี 4 สีหรือสีพิเศษก็ได้
พิมพ์หน้าเดียวหรือ สองหน้าแล้วแต่การออกแบบของงานพิมพ์แค็ตตาล็อกนั้น
การพิมพ์แค็ตตาล็อกสามารถเคลือบ UV เคลือบพลาสติกเงา หรือเคลือบพลาสติกด้าน เคลือบ Spot UV พอปั้มนูน (Embossing) ปั้มทองหรือฟิล์ม/ฟอยล์สีต่าง ๆ (Hot Stamping) หากต้องมีการเคลือบดังกล่าว ควรใช้กระดาษอาร์ตที่มีความหนาพอประมาณ (ไม่ต่ำกว่า 128 แกรมขึ้นไป) เพื่อให้กระดาษคงรูป ไม่ม้วนตัว
เนื้อในของงานพิมพ์แค็ตตาล็อก
กระดาษที่ใช้ทำเนื้อในสำหรับงานพิมพ์แค็ตตาล็อก
ในการพิมพ์แค็ตตาล็อกต้องใช้กระดาษปอนด์ 80 แกรมขึ้นไป หรือกระดาษอาร์ตมัน/ด้าน 90 แกรมขึ้นไป
การพิมพ์และตกแต่งผิวเนื้อในงานพิมพ์แค็ตตาล็อก
มีการพิมพ์แค๊ตตาล็อก 1 สี 2 สี 3 สี 4 สี หรือมากกว่า ใช้แม่สี 4 สีหรือสีพิเศษก็ได้ อาจมีการตกแต่งผิวเพิ่มเติมเช่นเดียวกับปกแคตตาล็อก
แบบของการเข้าเล่มงานพิมพ์แค็ตตาล็อก
เย็บมุงหลังคา หรือไสสันทากาว ( ความหนาของเล่มไม่ควรต่ำกว่า 2 ม.ม.หากต้องการไสกาว)
เพิ่มเติม ……สามารถทำการปั้มไดคัท (Die-cut) เป็นรูปต่าง ๆ บนปกหรือเนื้อในขึ้นอยู่กับการออกแบบ
แหล่งที่มา : http://gotoknow.org/blog/viscom1/225658
หนังสือ(วารสาร นิตยสาร)

วารสารและนิตยสาร เป็นสื่อมวลชนที่สำคัญสำหรับการศึกษาประเภทหนึ่ง ที่ให้ทั้งข่าวสารความรู้ความคิด และความบันเทิงแก่ผู้อ่านอย่างกว้างขวาง และยังทำหน้าที่ในการบันทึกความเป็นไปในสังคม ในช่วงเวลาหนึ่งได้เป็นอย่างดี และมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาด้านต่างๆ เนื่องจากวารสารและนิตยสารเป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ความรู้ความคิด ในรูปของการเสนอบทความทางวิชาการ ข่าว ภาพ ความคิดเห็น บทวิจารณ์ อย่างหลากหลาย มีการจัดทำออกมาอย่างต่อเนื่อง และเผยแพร่ความรู้ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ไปสู่กลุ่มผู้อ่านที่เป็นประชาชนทั่วไปได้กว้างขวางกว่าสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ จึงมีคุณค่าต่อการศึกษาอย่างสูง ทั้งในด้านการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษานอกระบบโรงเรียน และการใช้ประกอบการศึกษาในระบบโรงเรียน ผู้ใช้วารสารควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ความหมาย ลักษณะ วิธีการนำเสนอเนื้อหา แนวทางการใช้ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการศึกษาจากวารสารและนิตยสาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"นิตยสาร"
นิตยสาร เป็นสิ่งพิมพ์ที่จัดพิมพ์ออกเผยแพร่ตามกำหนดเวลา หรือคาบเวลาที่แน่นอน เช่น ออกทุกสัปดาห์ หรือออกทุกเดือน ลักษณะโดยทั่วไปเป็นสิ่งพิมพ์ เข้าเล่มแบบเดียวกับหนังสือ
"วารสาร"
คือ วารสาร เป็นสิ่งพิมพ์ จัดพิมพ์ออกเผยแพร่เป็นคราวๆ หรือเป็นวาระ ซึ่งอาจมีกำหนดเวลาหรือไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนก็ได้
วารสารและนิตยสาร จัดอยู่ในสิ่งพิมพ์ประเภทออกตามรายคาบ หรือออกต่อเนื่องตามลำดับ เนื่องจากสิ่งพิมพ์ประเภทนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ ทั้งใน ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บางคำมีความหมายกว้างๆ ใช้แทนกันได้ แต่บางคำมีความหมายแคบ แสดงถึงลักษณะเฉพาะบางอย่าง จนไม่อาจใช้แทนคำอื่นได้ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน
ในที่นี้จึงขอใช้คำว่า "วารสาร" เป็นคำเรียก แทนสิ่งพิมพ์ประเภทนี้ทั้งหมด
ลักษณะของวารสาร
จากความหมายดังกล่าว วารสาร จึงเป็นสิ่งพิมพ์ที่ออกต่อเนื่องตามกำหนดหรือ ออกตามวาระ สามารถนำมาพิจารณากำหนดเป็นลักษณะของวารสารได้ดังนี้
1. เป็นสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (Periodical or Serial)
มีกำหนดเวลาออก แน่นอนระยะเวลาที่นิยมกำหนดออก เช่น ( วราวุธ ผลานันต์ 2536 : 5-6)
- รายสัปดาห์ (Weekly) กำหนดออกสัปดาห์ละครั้ง ปีละ 52 ฉบับ
- รายปักษ์ (Fortnightly) กำหนดออกทุก 2 สัปดาห์ ปีละ 26 ฉบับ
- รายครึ่งเดือน (Semimonthly) กำหนดออกเดือนละ 2 ครั้ง ปีละ 24 ฉบับ
- รายเดือน (monthly) กำหนดออกเดือนละครั้ง ปีละ 12 ฉบับ
- รายหกเดือนหรือรายครึ่งปี (Semiannually) กำหนดออกทุก 6 เดือน
- รายปี (Annually) กำหนดออกปีละฉบับ
นอกจากนี้บางฉบับอาจมีการกำหนดระยะเวลาออกที่แตกต่างออกไปจากที่กล่าวมาแล้วเช่น รายครึ่งสัปดาห์ (Semiweekly) กำหนดออกสัปดาห์ละ 2 ฉบับ ปีละ 104 ฉบับ รายทศกำหนดออกทุก 10 วัน ปีละ 36 ฉบับ และรายสะดวกมีกำหนดออกไม่แน่นอน ลักษณะความต่อเนื่องของวารสารไม่มีกำหนดว่าจะสิ้นสุดลงในฉบับใด
2. มีเลขกำกับประจำฉบับ
ได้แก่ เลขปีที่ (Volume) เลขฉบับที่ ( Issue Number) และวัน เดือน ปี (Date) การนับลำดับฉบับที่อาจนับเป็นปีๆ เช่น วารสารรายเดือน แต่ละปีจะมีตั้งแต่ฉบับที่ 1-12 หรืออาจนับต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เช่นวารสารรายเดือน ฉบับแรกของปีที่ 2 ก็นับเป็นฉบับที่ 13 นอกจากเลขปีที่ ฉบับที่ และวันเดือนปี ซึ่งเป็นเลขที่ต้องต่อเนื่องเป็นลำดับกันไปแล้วยังมีเลขอีกชุดหนึ่งเป็นเลขเฉพาะที่แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงถือเป็นรหัสประจำวารสารแต่ละชื่อ เพื่อการควบคุมทางบรรณานุกรม ในระบบข้อมูลวารสารระหว่างชาติ เรียกว่า เลขสากลประจำวารสาร (International Standard Serial Number-ISSN) ซึ่งศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติระดับสากล มอบให้ศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติ ประจำประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ เป็นผู้กำหนดให้แก่วารสารแต่ละชื่อในประเทศของตน สำหรับประเทศไทยมีหอสมุดแห่งชาติ เป็นศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติแห่งประเทศไทย เป็นผู้กำหนดวารสารแต่ละชื่อให้ได้รับหมายเลขสากลประจำวารสาร และจะต้องพิมพ์ไว้ที่หน้าปกหรือหน้าปกใน หรือสันวารสารใกล้ ๆ กับชื่อวารสาร มีอักษร ISSN ตามด้วยเลข อารบิค 8 ตัว มีเครื่องหมายยติภังค์ (-) คั่นระหว่าง เลข 4 ตัวแรก กับเลข 4 ตัวหลัง เช่น วารสาร ซีเนแม็ก ISSN 0858-9305
3. รูปเล่ม
มักทำให้มีบางส่วนมีลักษณะเหมือนกันทุกฉบับ เพื่อให้ผู้อ่านสังเกตและจำได้ง่าย เช่น ขนาดความกว้าง ยาว รูปแบบและสีของตัวอักษร ชื่อวารสารที่หน้าปก และสัญลักษณ์ประจำวารสาร
4. เนื้อหา
ประกอบด้วยบทความหลายบทความ จากผู้เขียนหลาย ๆ คน ถ้าเป็นวารสารมักจะเป็นวิชาการเฉพาะแขนงวิชา ถ้าเป็นนิตยสารมักจะมีบทความทั่ว ๆ ไป สารคดี หรือบันเทิง เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น ลงติดต่อกันเป็นหลายๆ มีคอลัมน์บรรณาธิการ คอลัมน์ประจำ วารสารบางชื่อเนื้อหาอาจเป็นรูปภาพ เป็นบทวิจารณ์ สรุปข่าวและวิเคราะห์ เหตุการณ์บ้านเมือง ฯลฯ ทั้งนี้เป็นไปตามประเภทและวัตุประสงค์ของวารสารแต่ละฉบับ
5. ผู้จัดพิมพ์
ผู้จัดพิมพ์วารสารอาจเป็นเอกชน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบัน องค์การ สมาคม ชมรม โดยมีวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ ประชา-สัมพันธ์หน่วยงาน ให้ความบันเทิง ความรู้ทั่วไป หรือเพื่อธุรกิจการค้า เป็นต้น
6. การเผยแพร่
มีทั้งการจำหน่ายและแจกฟรี การจำหน่ายอาจวางจำหน่ายตามร้านขายหนังสือ การให้ผู้อ่านบอกรับเป็นสมาชิกประจำ ชำระค่าวารสารล่วงหน้าแล้วผู้จัดพิมพ์เป็นผู้ส่งวารสารไปให้สมาชิก
วัตถุประสงค์ของวารสาร
วัตถุประสงค์ของวารสารในการจัดทำวารสารออกเผยแพร่ ผู้จัดทำย่อมมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งอาจระบุไว้อย่างชัดเจนหรือไม่ระบุไว้ก็ได้ จากการศึกษาของ พิมอัจฉรา ปวนะฤทธิ์ เมื่อปี พ.ศ. 2528 สรุปวัตถุประสงค์ในการจัดทำวารสารของสถาบันอุดมศึกษาได้ 8 ประการ ดังต่อไปนี้ คือ (พิมอัจฉรา ปวนะฤทธิ์ 2528 : 426-427 )
1. เพื่อเผยแพร่ความรู้ แนวความคิด ทฤษฎี หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ในศาสตร์สาขาต่างๆ รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับหน่วยงานและการดำเนินงานบริการชุมชนต่างๆ ในรูปของบทความ ผลงานวิจัย วิทยานิพนธ์ หรือบทคัดย่อผลงานต่างๆ ข้อคิดเห็น ประกาศ คำสั่ง และระเบียบต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษาหาความรู้ของบุคคลในแขนงต่าง ๆ และบุคคลทั่วไป และเพื่อชื่อเสียงของหน่วยงานผู้จัดทำ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งให้นักวิชาการ นักศึกษาและอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ได้พิมพ์ผลงานในสาขาวิชาการต่างๆ ออกเผยแพร่
2. เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าในวิทยาการแขนงต่างๆ โดยการกระตุ้นให้เกิดการศึกษาค้นคว้า พัฒนาความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนติดตามความเคลื่อนไหวทางวิชาการ ให้ผู้สนใจได้นำไปศึกษาค้นคว้าให้ศาสตร์นั้นๆ เจริญรุดหน้ายิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของสถาบัน
3. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเจตคติและประสบการณ์ระหว่างนักวิชาการ สถาบันการศึกษา และบุคคลทั่วๆ ไป
4. เพื่อการประชาสัมพันธ์ ให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างหน่วยงาน กับบุคคลภายใน ระหว่างบุคคลภายในและภายนอกสถาบัน หรือระหว่างนักศึกษาเก่าของสถาบัน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเสนอข่าวความเคลื่อนไหวทั้งเรื่องของบุคคล และกิจกรรม ของหน่วยงา
5. เพื่อการฝึกงานภาคปฏิบัติของนักศึกษา เช่น วารสารนกยูงทองของคณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
6. เพื่อเป็นเอกสารประกอบการศึกษา เช่น ใช้อ่านประกอบวิชาที่กำลังศึกษาใช้อ้างในการศึกษาค้นคว้า เป็นต้น
7. เพื่อความบันเทิงในวารสารบางฉบับ นอกจากเนื้อหาสาระที่ให้ความรู้ทางวิชาการ แล้วยังมุ่งให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่านอีกด้วย
8. วารสารที่ไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ไว้ในเล่ม วัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นวัตถุประสงค์ องวารสารวิชาการ ซึ่งสรุปได้ว่า ส่วนใหญ่เน้นการเผยแพร่ แลกเปลี่ยน การศึกษาค้นคว้าความรู้ทางวิชาการในสาขาวิชาการต่าง ข่าวสารการประชา-สัมพันธ์และอาจจะมีวัตถุประสงค์มุ่งให้ความบันเทิงบ้างก็ได้ ตรงกันข้ามกับนิตยสารซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่เน้นต่างกัน กล่าวคือ นิตยสารส่วนใหญ่เป็นการจัดทำขึ้น เพื่อหวังผลในทางธุรกิจ ต้องการให้มีผู้อ่านเป็นจำนวนมากและให้ติดตามอ่านกันเป็นประจำ นิตยสารจึงมีวัตถุประสงค์เน้นให้ความบันเทิง ให้ความรู้ทั่วไป และเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจของสังคมเป็นหลัก ส่วนการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเป็นวัตถุประสงค์รอง ดังนั้นนิตยสารส่วนใหญ่จึงจัดทำอย่างสวยงาม มีภาพสวยงามเป็นจำนวนมากประกอบเนื้อหา เพื่อเรียกร้องความสนใจ
แหล่งที่มา : http://gotoknow.org/blog/viscom1/327124
แฟ้มเอกสาร

กำลังปรับปรุงเนื้อหา...
โปสการ์ด

กำลังปรับปรุงเนื้อหา...
ปฏิทิน

คำว่า ปฏิทิน ในภาษาอังกฤษ คือ "calendar" เป็นคำที่มาจากภาษาละติน ซึ่งนำมาจากคำพูดของชาวกรีกโบราณอีกที ว่า "Kalend" ซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษว่า "I cry" สาเหตุที่ใช้คำนี้เพราะมีที่มาว่า ในสมัยโบราณจะมีคนคอยร้องบอกชาวเมือง เพื่อบอกกล่าวเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า รวมถึงประกาศวันขึ้นเดือนใหม่ เพื่อให้ลูกหนี้จ่ายเงินที่คั่งค้าง ครั้นต่อมาสังคมเริ่มสลับซับซ้อนมากขึ้น ปฏิทินจึงได้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแทนคนร้องบอกข่าว ปฏิทินจึงนับว่าเป็นสิ่งบอกเวลา และกลายเป็นสิ่งสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันไปในที่สุด ต่อมามนุษย์จึงได้ริเริ่มบันทึก วัน เวลา ขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร หรือที่เรียกกันว่า "ปฏิทิน"
ปฏิทินยุคโบราณ
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบในปัจจุบัน เชื่อกันว่าชนชาติแรกที่คิดค้น ระบบการนับวันแบบปฏิทินนั้นคือ ชาวบาบิโลเนียน พวกเขากำหนดวัน เดือน ปี โดยสังเกตจากระยะต่างๆ ของดวงจันทร์ ซึ่งก็คือการสังเกตข้างขึ้นข้างแรมนั่นเอง โดยเมื่อเกิดข้างขึ้นและข้างแรมครบ 1 รอบก็จะถือเป็น 1 เดือน ปฏิทินแบบนี้เรียกว่าปฏิทินจันทรคติ และพวกเขายังกำหนดให้ 1 ปีนั้นมี 12 เดือนอีกด้วย สาเหตุที่ชาวบาบิโลเนียนกำหนดให้ 1 ปี มี 12 เดือน ก็เพราะว่า เมื่อใดที่เกิดข้างขึ้นและข้างแรมครบ 12 รอบ ฤดูกาลก็จะเวียนกลับมาอีกครั้ง
อาณาจักรข้างเคียงก็ได้ยอมรับเอาปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาใช้ในอาณาจักรตนเอง เช่น ชาวอียิปต์โบราณ ชาวกรีก และชาวเซเมติก เป็นต้น เมื่อพัฒนาการทางเทคโนโลยีมีมากขึ้น ชนชาติที่นำเอาปฏิทินแบบบาบิโลเนียนไปใช้นั้น ก็ได้ทำการปรับปรุงและพัฒนาให้มีความเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอียิปต์โบราณ ที่พัฒนาแนวคิดเรื่องปฏิทินได้อย่างรุดหน้ามากที่สุด แต่เดิมชาวโรมันกำหนดให้ 1 ปี มี 355 วัน (ตามระบบจันทรคติ) และทุก ๆ 4 ปี (ปีอธิกวาร) ต้องเพิ่มวันเข้าไปอีก 22 วัน เพื่อให้ตรงกับฤดูกาล หรือการคำนวณแบบสุริยคติ) จนกระทั่ง 46 ปีก่อนคริสต์ศักราช จูเลียส ซีซาร์ แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งได้เข้าครอบครองอียิปต์ ในรัชสมัยของพระนางคลีโอพัตรา ได้นำแนวคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โซซิเจเนส (Sosigenes) มาปรับปรุงให้หนึ่งปีมี 365 วัน ปฏิทินแบบนี้เรียกว่าปฏิทินจูเลียน ซึ่งใช้กันมายาวนานจนถึง ค.ศ. 1582 จึงมีการแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง
ปฏิทินยุคปัจจุบัน
เนี่องจากการที่ต้องเพิ่มวันเข้าไปในปฏิทิน 1 วัน ในทุกๆ 4 ปี ทำให้ในสมัยต่อๆ มาเกิดความสับสนในฤดูกาล กล่าวคือปีปฏิทินสั้นกว่าปีฤดูกาล ดังนั้นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ จะมาถึงเร็วกว่าปีปฏิทินมากขึ้นทุกปี เช่นใน ค.ศ. 1582 วสันตวิษุวัต (วันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน) ตามปีปฏิทินเดิมคือวันที่ 21 มีนาคม แต่ปรากฏการณ์นี้กลับเกิดขึ้นจริงในวันที่ 11 มีนาคมแทน เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาสนจักรจึงเข้ามามีบทบาทในการแก้ไข พระสันตปาปา เกรกอรี่ที่ 13 ได้ออกประกาศให้หักวันออกจากปีปฏิทินเสีย 10 วัน มีผลทำให้ในปี ค.ศ. 1582 นั้นหลังวันที่ 4 ตุลาคม กลายเป็นวันที่ 15 ตุลาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ในปีอธิกวารให้เพิ่มวันเป็นการชั่วคราว 1 วันในปีถัดไปให้หักออก นอกจากนี้ยังกำหนดให้วันที่ 1 มกราคมของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ และให้เรียกปฏิทินแบบใหม่นี้ว่า ปฏิทินเกรกอเรียน ประกาศนี้มีผลทำให้ยุโรปซึ่งอยู่ใต้การปกครองของศาสนจักร ต้องใช้ปฏิทินแบบเดียวกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ปัจจุบัน "ปฏิทิน" ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย นักธุรกิจติดต่อนัดหมายกันผ่าน วัน เวลา ในปฏิทิน นอกจากนี้ปฏิทินยังคอยย้ำเตือนถึง วัน เวลาที่สำคัญต่าง ๆ เช่น วันเกิด วันหยุด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปฏิทินที่กำหนดวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งจะต้องอาศัยการประกาศอย่างเป็นทางการ เช่น วันเริ่มถือศีลอดเดือนรอมะฎอน วันจาริกแสวงบุญของอิสลามิกชน (ฮัจญ์) และวันอาชูรออ์ เป็นต้น
บริการพิมพ์ปฏิทินตั้งโต๊ะ
รับพิมพ์ปฏิทินตั้งโต๊ะ ผลิตปฏิทินตั้งโต๊ะ ด้วยระบบ งานพิมพ์ออฟเซ็ท 4สี ทั้งเล่ม
ในรูปแบบที่ท่านต้องการ ของบริษัทท่านโดยเฉพาะ
แกนกระดาษจั๊วปังแข็ง หุ้มด้วยกระดาษขาว ขนาดมาตรฐาน 6x8 นิ้ว
ไส้กระดาษอาร์ทการ์ด พิมพ์ออฟเซ็ท 4สี 2ด้าน 8แผ่น 16หน้า หรือ 13แผ่น 26หน้า
เข้าเล่ม สันห่วงกระดูกงู 4ข้อ เว้น เป็น2ช่วง